10 มิถุนายน 2551
กระแสความเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพของสังคมไทยและโลกที่หันกลับสู่วิถีธรรมชาติมากขึ้น เป็นตัวแปรสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดการอนุรักษ์ วิจัย และพัฒนา ไปจนถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่มีรากฐานจากภูมิปัญญาด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์แผนตะวันออกเพื่อให้เป็นวิทยาศาสตร์มากยิ่งขึ้น และจะเป็นกุญแจสำคัญในการสืบทอดและพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ด้านนี้เพื่อสร้างความยอมรับในระดับสากลได้โดยเน้นการประเมินด้านประสิทธิภาพ ความปลอดภัยและคุณภาพ ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องมีระบบการศึกษาที่ครอบคลุมเนื้อหาด้านการแพทย์แผนตะวันออกที่เน้นการอนุรักษ์และพัฒนาอย่างครบวงจร มีการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ มีการสร้างระบบฐานข้อมูลโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ มีการบริหารจัดการที่คล่องตัวและมีความยืดหยุ่นสูง มีการประชาสัมพันธ์เชิงรุก และมีการให้บริการทางวิชาการแก่สังคม โดยบูรณาการอยู่ในรูปการฝึกอบรม การวิจัย การเรียนการสอน และการเผยแพร่ความรู้ผ่านกิจกรรมทางวิชาการลักษณะต่างๆ
จากคำจำกัดความขององค์การอนามัยโลกและกรอบความคิดระบบสุขภาพแห่งชาติได้กล่าวว่า สุขภาพดี คือ สุขภาวะที่สมบูรณ์และเชื่อมโยงกันเป็นองค์รวมอย่างสมดุล ทั้งทางกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ แต่การแพทย์แผนปัจจุบันแบบตะวันตกมุ่ง ซ่อม สุขภาพเมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยหรือที่เรียกว่า Curative Medicine ในขณะที่การแพทย์แผนตะวันออกเน้นการ สร้าง สุขภาพให้สมบูรณ์เพื่อป้องกันโรคหรือเรียกว่า Preventive Medicine ดังนั้น การแพทย์แผนตะวันออกซึ่งประกอบด้วยการแพทย์หลักในประเทศแถบเอเชีย เช่น การแพทย์แผนจีน (Traditional Chinese Medicine, TCM) แผนอินเดีย (อายุรเวท) แผนไทย และอื่นๆ จึงมีบทบาทในการพัฒนาและเสริมสร้างสุขภาพที่ดีตามแนวคิดที่มองมนุษย์อย่างเป็น องค์รวม หรือ Holistic โดยใช้ชีวิตกลมกลืนกับธรรมชาติ และผสมผสานหลักปรัชญาทางศาสนา เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติและมีอายุยืนยาว
ในปัจจุบันมีการฟื้นฟูคุณค่าภูมิปัญญาด้านการแพทย์ของโลกตะวันออกที่เคยมีบทบาทมาก่อนหน้ายุควิทยาศาสตร์การแพทย์ตะวันตกนับหลายพันปี เช่น การใช้สมุนไพร น้ำ พลังงานแสงแดด และการใช้แร่ธาตุต่างๆ ในการรักษาโรคด้วยวิธีแพทย์พื้นบ้านที่หลากหลายไปตามบริบททางสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีของแต่ละท้องถิ่น ซึ่งกำลังได้รับความนิยมทั่วโลก และได้แตกแขนงออกไปสู่ธุรกิจอาหารและยา ธุรกิจเสริมความงามและบำรุงส่งเสริมสุขภาพ ประกอบกับแนวโน้มการเพิ่มจำนวนประชากรสูงอายุเนื่องจากความก้าวหน้าของการแพทย์ยุคปัจจุบัน จึงทำให้มีความต้องการสินค้าและบริการ ข้อมูลข่าวสาร องค์ความรู้ ตลอดจนบุคลากรด้านสุขภาพอย่างมาก
ภายใต้บริบทดังกล่าวได้สร้างมโนทัศน์ใหม่เกี่ยวกับสุขภาพ ทำให้เกิดกระแสความเคลื่อนไหวในระดับโลกที่สนใจความหลากหลายทางการแพทย์และการเยียวยารักษาอาการเจ็บป่วยของผู้คนทั่วโลก ตลอดจนมีการบูรณาการศาสตร์อื่นๆ เข้ามาสร้างแนวคิดใหม่ๆ เช่น สุขภาพองค์รวม (Holistic Health) สำหรับประเทศไทยก็เป็นแนวโน้มที่ปรากฏชัดเจนขึ้นเป็นลำดับผ่านกระบวนการปฏิรูประบบสาธารณสุขในปัจจุบัน แต่ทว่า สถาบันการศึกษาในระบบมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวกับการแพทย์แผนไทยโดยตรงยังมีน้อย ส่วนอื่นๆ ทั้งที่อยู่นอกระบบและที่เป็นการศึกษาตามอัธยาศัยนั้นก็ยังไม่มีการถ่ายทอดองค์ความรู้อย่างเป็นระบบ เนื่องจากถูกทอดทิ้งมาเป็นเวลานานในระหว่างการพัฒนาประเทศตามอย่างตะวันตก จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาและวิจัยเพื่อสร้างมาตรฐานที่ดี ทำให้เป็นที่ยอมรับของประชาชนผู้ใช้บริการ และทันต่อความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ
เมื่อพิจารณาระบบการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพเท่าที่มีการเรียนการสอนในประเทศไทยนั้นอาจกล่าวได้ว่ายังเป็นไปตามแบบแผนวิชาการตะวันตกเสียส่วนใหญ่ จึงควรปรับกระบวนทัศน์โดยผสมผสานแนวคิดและองค์ความรู้ในแนวสหวิทยาการ (Interdisciplinary Approach) เพื่อศึกษาเรียนรู้ อนุรักษ์และพัฒนาองค์ความรู้ที่เป็นภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและแผนตะวันออก ทั้งจากพื้นฐานในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ และสาขาอื่นๆ ที่เป็นการต่อยอดเชิงประยุกต์ เช่น เทคโนโลยีวิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ และเทคโนโลยีสารสนเทศซึ่งมีบทบาทสูงในโลกยุคข้อมูลข่าวสาร รวมถึงสาขาสังคมศาสตร์มนุษยศาสตร์ เช่น สังคมวิทยามานุษยวิทยาการแพทย์ นิเทศศาสตร์ การตลาด การบริหารธุรกิจ การออกแบบนิเทศศิลป์ ฯลฯ อันจะเป็นการขยายมุมมองให้รอบด้านลุ่มลึกเพื่อให้สามารถเข้าใจถึงปัญหา เหตุปัจจัย และหาหนทางแก้ไขได้อย่างแท้จริง ในการอนุรักษ์และพัฒนาภูมิปัญญาเกี่ยวกับการแพทย์แผนตะวันออก โดยเน้นศึกษาเป็นพิเศษเกี่ยวกับการแพทย์แผนไทย ในขณะเดียวกันก็ยังเรียนรู้องค์ความรู้การแพทย์แผนตะวันออกของประเทศข้างเคียง เช่น การแพทย์แผนจีน การแพทย์อายุรเวทของอินเดีย และอื่นๆ ทั้งนี้เพื่อประยุกต์ต่อยอดองค์ความรู้ดั้งเดิมโดยการวิจัยและพัฒนา อันจะก่อให้เกิดการพัฒนาวิธีการรักษาโรคและพัฒนาตำรับยาต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้น พร้อมทั้งสามารถนำมาผสมผสานปรับใช้ร่วมกับการแพทย์สมัยใหม่ รวมถึงมีการให้บริการทางวิชาการเพื่อเผยแพร่และให้ความรู้ความเข้าใจแก่สังคมด้วย
สถานการณ์และโอกาส
มโนทัศน์เรื่องสุขภาพและการรักษาเยียวยาความเจ็บป่วยในระดับโลกกำลังเปลี่ยนไปสู่การยอมรับในความหลากหลายของแต่ละท้องถิ่น และมีความสนใจในภูมิปัญญาตะวันออกอย่างมาก ดังปรากฏว่ามีความสนใจศึกษาเรื่องสมุนไพร มีสินค้าและบริการสุขภาพแนวธรรมชาติ มีนิตยสารสิ่งพิมพ์ด้านนี้เกิดขึ้นจำนวนมาก ซึ่งนับเป็นแนวโน้มในสังคมไทยปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังมีองค์กรธุรกิจเอกชนเข้ามา สร้างมูลค่าตลาดทั้งภายในและต่างประเทศเพิ่มขึ้น และในอนาคตคาดว่าจะมีบรรษัทข้ามชาติเข้ามาลงทุนด้านอุตสาหกรรมชีวภาพในประเทศไทยมากขึ้น ทั้งในฐานะแหล่งผลิตวัตถุดิบ โรงงานแปรรูป และตลาดผู้บริโภค ซึ่งจะทำให้มีความต้องการฐานข้อมูล องค์ความรู้ และบุคลากรด้านนี้อย่างมาก
ประชาชนส่วนใหญ่เริ่มยอมรับในประสิทธิภาพของการแพทย์พื้นบ้าน เช่น ยาสมุนไพร อาหารแนวธรรมชาติบำบัด การนวดรักษาโรค ฯลฯ พร้อมๆ กับเริ่มตระหนักในผลข้างเคียงของการใช้ยาเคมี การผ่าตัด หรือวิธีการแบบวิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ที่มีราคาแพงและบางครั้งก็รักษาไม่หาย
โครงสร้างภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับระบบสุขภาพและสาธารณสุขของประเทศไทยกำลังอยู่ในกระบวนการปฏิรูปอย่างมีนัยสำคัญ อาทิ บทบาทของสถาบันการแพทย์แผนไทย สำนักงานปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และมูลนิธิที่เกี่ยวข้อง ทั้งในการอนุรักษ์ พัฒนา วิจัย ผลิตสื่อเผยแพร่ และจัดกิจกรรมให้ความรู้ความเข้าใจแก่สังคม มีเครือข่ายความร่วมมือ รวมถึงนโยบายรัฐบาลที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนท้องถิ่น เช่น กองทุนหมู่บ้าน โครงการหนึ่งผลิตภัณฑ์หนึ่งตำบล เป็นต้น
ประเทศไทยมีแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ซึ่งนับเป็นต้นทุนสำคัญในการพัฒนาด้านการแพทย์ในแนวภูมิปัญญาตะวันออก และแม้ว่าจะมีข้อจำกัดเรื่องเทคโนโลยีที่ตามหลังชาติตะวันตก แต่ก็มีทุนวัฒนธรรมที่ดี เช่น พุทธปรัชญา ระบบจริยธรรม และลักษณะนิสัยเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ซึ่งนับเป็นจุดแข็งสำหรับสังคมไทยที่แตกต่างจากโลกตะวันตก
บทบาทของงานวิจัยและพัฒนา (R&D) มีความสำคัญมากขึ้นท่ามกลางการแข่งขันในเวทีการค้าเสรียุคปัจจุบัน นอกจากนี้ ในภาคธุรกิจที่เกี่ยวกับงานสุขภาพยังมีความต้องการบุคลากรที่มีความรู้และทักษะวิชาชีพด้านนี้อีกมาก ซึ่งจะเป็นหลักประกันภาวะการได้งานทำของบัณฑิตได้เป็นอย่างดี
ความพยายามเข้าสู่ยุคของการพึ่งพาตนเองของประเทศเราให้มากที่สุดแบบ เศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งถ้ามองในด้านสุขภาพแล้วก็คือคำว่า สุขภาพพอเพียง นั้น เราสามารถที่จะทำได้ถ้าคนไทยหันมาพัฒนาประเทศเราโดยอิงกับจุดแข็งของเราเองที่บรรพบุรุษได้สะสมสิ่งที่มีคุณค่ามาให้นับพันปี องค์ความรู้ด้านสุขภาพนับเป็นสมบัติล้ำค่าที่ควรอนุรักษ์สืบทอดและพัฒนาให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปสมกับเป็นการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
ขอบคุณข้อมูลจาก รศ.ดร.สุรพจน์ วงศ์ใหญ่ คณบดีคณะการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต
พิมพ์หน้านี้
ชอบเรื่องนี้
อ่านความคิดเห็น (1)
แสดงความคิดเห็น
